สู่วัยรุ่นแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำท่าทางประกอบจังหวะได้ ขณะที่บางคนก็ส่งเสียงดังเย้วๆ
ตลอดเวลา
เด็กกลุ่มนี้ “คนึงนิจ ไชยลังการณ์” หัวหน้าหอผู้ป่วยจิตเวชเด็ก โรงพยาบาลมหาราชนคร
เชียงใหม่เผยว่า เป็นกลุ่มเด็กออทิสติก ที่มีความพร่องทางพัฒนาการ ไม่ว่าจะเป็นด้าน
ภาษา สังคม และพฤติกรรม ทำให้ไม่สามารถดูแลตนเองด้านกิจวัตรประจำวันและการสร้าง
สัมพันธภาพกับผู้อื่น ซึ่งยังหาสาเหตุของโรคที่แน่นอนไม่ได้ แต่พบทั่วไปทุกเชื้อชาติ และ
มักจะพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง ส่วนการปรากฏอาการของโรคในเด็กหญิงรุนแรงกว่า
เด็กชาย
ด้านอาการที่พบในแต่ละราย "พี่คนึงนิจ" บอกว่าะมีไม่เท่ากันบางรายมีระดับความรุนแรง
เพียงเล็กน้อย แต่บางรายรุนแรงมาก ส่วนใหญ่เด็กจะมีความพร่องทางด้านภาษา เช่น
พูดช้ากว่าเกณฑ์ ไม่พูด หรือมีภาษาเฉพาะของตนเอง พูดซ้ำๆ มีปัญหาพฤติกรรมและ
อารมณ์ ก้าวร้าวรุนแรง
บางรายมีภาวะปัญญาอ่อนร่วมด้วย เด็กกลุ่มนี้จึงไม่สามารถสื่อสารไม่ว่าจะเป็นความต้องการ
และความรู้สึกของตนได้ การเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะชีวิตก็ไม่เป็นไปตาม
พัฒนาการ เกิดความ
พร่องในการดูแลตนเองไม่ว่าจะเป็นด้านกิจวัตรประจำวันและการฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง
และสิ่งแวดล้อม
หัวหน้าหอผู้ป่วยจิตเวชเด็ก อธิบายต่อว่า สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามนอกเหนือจากตัวเด็กคือภาวะ
จิตใจ
ของพ่อแม่ ที่อัดแน่นไปด้วยความทุกข์ แม้ในเบื้องต้นผู้ปกครองส่วนใหญ่่จะลดความ
คาดหวังกับเด็กออทิสติก ในการใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไปทั้งที่บ้านและโรงเรียน แต่ก็ยังอยาก
ให้ลูกได้พบกับเรื่องดีๆ ในชีวิตประจำวัน และอยู่ใน
สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยโดยสิ่งที่พ่อแม
่รู้สึกหวาดวิตกอยู่ลึกๆ คือ ลูกจะดำรงชีวิตได้อย่างไรหากพ่อแม่เสียชีวิตก่อนดังนั้นจึงต้อง
พยายามให้เด็กสามารถ ช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันให้ได้
เช่น ฝึกเด็กเป็นรายบุคคล ดูว่าเด็กมีปัญหาอะไร แล้วปรับพฤติกรรมเด็กอย่างมีแบบ
แผน เช่น เด็กมีปัญหาด้านทักษะการใช้ชีวิต ใช้มือไม่คล่อง ทำให้หยิบจับช้อนส้อมรับประทานอาหาร
เองไม่ได้ ก็ต้องฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กงอ โดยดึงผู้ปกครองเข้ามา
มีส่วนร่วม จะได้ฝึกตลอดเวลา ทั้งที่โรงพยาบาลและบ้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกผิดปกติไม่สามารถช่วยเหลือ
ตัวเองได้ ภายหลังการปรับพฤติกรรมเพียงแค่เห็นลูกตักข้าวใส่ปากด้วยตนเอง ก็มีความสุข
และเกิดความคาดหวังจะให้
ลูกปรับพฤติกรรมในด้านอื่นๆ ต่อไป
ทั้งนี้ เด็กคนหนึ่ง อาจมีปัญหาหลากหลาย เป็น 10 เรื่อง 100 เรื่อง ก็ต้องติดตามแก้ไขให้ถูก
ทาง มองชีวิตเด็กเป็นหลัก ไม่ได้ดูแค่โรคที่เป็นอยู่ แต่มองไปถึง
สิ่งแวดล้อม ชีวิตครอบครัว
คนที่เกี่ยวข้อง บางรายพ่อแม่เป็นหมอ บางรายจบปริญญาตรีและบางรายพ่อแม่จบระดับ
ประถมศึกษา พื้นฐานการใช้ชีวิตแตกต่างกัน ฉะนั้นอาการที่แสดงออกอย่างเดียวกันอาจเกิด
จากสาเหตุแตกต่างกันและมีวิธีแก้ไขไม่เหมือนกัน
อาทิ เด็กรายหนึ่ง ร้องส่งเสียงตลอดเวลา ทำให้คนในบ้านไม่สามารถนอนหลับได้และน้อง
เล็กๆ เมื่อได้ยินเสียงพี่ชาย ก็จะเกิดความเครียดนอนไม่หลับไปด้วยส่วนเพื่อนบ้านก็รู้สึก
รำคาญเสียง แม้จะเห็นใจครอบครัวเด็ก เมื่อพ่อแม่เด็กนำเรื่อง
มาปรึกษา วิธีที่ใช้มีทั้งการให้
ยา และพาเด็กออกกำลังกายเพราะในชีวิตประจำวัน
ผู้ปกครองต้องทำงานค้าขาย ไม่ค่อยม
ีเวลา
ใกล้ชิดกับลูกมากนัก เด็กอาจเกิดความ
รู้สึกเครียด และกดดันโดยไม่รู้ตัวโดยเริ่มต้น
บำบัดด้วยการว่ายน้ำ ก็สังเกตเห็นว่าเด็กยิ้ม มีความสุขเมื่อได้อยู่ในน้ำ พอกลับไปบ้าน
ถึงช่วงกลางคืนก็นอนหลับ ไม่
ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น
แต่พอผ่านไประยะหนึ่งก็เริ่มนอนไม่หลับและส่งเสียงดังอีกางโรงพยาบาลจึงเพิ่มกิจกรรม
การออกกำลังกายให้เด็กเดินรอบตึก วันละครึ่งชั่วโมง มีการใช้เครื่องมือเข้ามาจับรอบ ทำให้เด็กรู้สึกสนุกเมื่อเดินจนครบกำหนด กลับบ้านก็นอนหลับสบาย ส่งผลให้ครอบครัว
มีความสุขมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาปัญหาของผู้ปกครองในการดูแลเด็กออทิสติกพบว่าพ่อแม่ผู้
ปกครองมีทัศนคติที่ดีต่อเด็ก แต่ขาดความรู้เกี่ยวกับโรค และกิจกรรมการดูแลที่เหมาะสม
ที่สำคัญคือพ่อแม่ร้อยละ 93.3 ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กออทิสติก โดยเฉพาะความ
รู้เรื่องการใช้ยา ถึงแม้ว่าในจำนวนนี้ร้อยละ 44.1 ได้ผ่านการอบรมการดูแลเด็กออทิสติกมา
แล้วก็ตาม
ด้วยประสบการณ์ทำงานพยาบาลของ "คนึงนิจ" ที่ดูแลคนไข้จิตเวชผู้ใหญ่ 7 ปีและจิตเวช
เด็กอีก 13 ปี ได้หล่อหลอมความคิดให้รู้จักเสียสละ มีจิตอาสาโดย
อัตโนมัติ อยากช่วย
คลายทุกข์ และหาวิธีทำให้คนอื่นๆ ในสังคมเกิดความสุข ซึ่งพบว่าเจ้าหน้าที่ที่ร่วมกัน
ทำงานก็เกิดความรู้สึกเดียวกัน
ดังนั้นจึงคิดอยู่เสมอว่า จะช่วยเด็กและครอบครัวได้อย่างไร นอกเหนือจากการใช้ยาบำบัด
ซึ่งสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ คือการค้นหาเครื่องมือที่เป็นประโยชน์เพื่อ
นำมาช่วยเด็ก พยายาม
ให้คุณค่ากับชีวิตของคนที่อยู่ข้างหน้ามากที่สุด รวม
ทั้งหาทางสื่อสารกับผู้ปกครองให้เป็น
และถูกต้อง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็มองว่า
นั่นคือความท้าทาย และหาทางข้ามไปให้ได้ ก็จะ
เกิดพลังความเชื่อมั่นในตัวเอง ขณะเดียวกันในการทำงานร่วมกันเป็นทีม ก็ต้องเอาใส่ใจ
เพื่อนร่วมงาน
คนอื่นๆ ด้วย รู้จักให้เกียรติ เห็นคุณค่าของเพื่อนร่วมทีมี่ทุกคนเปรียบเหมือน
ฟันเฟืองช่วยหมุนเครื่องจักรให้เดินไปข้างหน้าได้
อย่างไรก็ดี หน่วยจิตเวชเด็ก โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้เปิดให้บริการเด็กออทิส
ติก 4 รูปแบบ ได้แก่ กลุ่มที่เข้ารับการบำบัด 08.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ อย่างต่อเนื่อง
รับได้เต็มที่ 16 คน, กลุ่มรับบริการบางช่วงเวลา
(สัปดาห์ละ 2 ชั่ั่วโมงรับบริการ
วันเสาร์-อาทิตย์) เพื่อฝึกทักษะบางด้านที่บกพร่อง, กลุ่มคนไข้นอกเป็นการให้คำแนะนำ
ผู้ปกครองในการดูแล
เด็กออทิสติก และกลุ่มคนไข้ใน ที่ปัจจุบันมีน้อยมาก บางช่วงก็ไม่ม
ีเลย เพราะหากมีคนไข้้กลุ่มนี้ จึงต้อง
จัดเวรเจ้าหน้าที่ทำงานเป็นกะ ขณะที่บุคลากรในฝ่าย
มีทั้งหมดแค่ 10 คน
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.med.cmu.ac.th
การติดโรคจากเชื้อแบคทีเรีย
ชนิดนี้ไปตามอายุที่มากขึ้น
|